เมื่อโดนคู่แข่งแกล้งทำ SPAM SEO ใส่ต้องแก้ไขอย่างไร

การทำ SEO นั้นยากขึ้นเลื่อยๆ ไม่เหมือนสมัยก่อน พวกที่ชอบทำ back hat SEO ก็ไม่สามารถทำให้อันดับได้ให้ลูกค้าได้ดีเหมือนสมัยก่อน ทำให้ปัจจุบันนักทำ SEO สายดำได้เปลี่ยนกลยุทธจากการทำ BLACK HAT SEO ไปเป็นการทำ “Negative SEO” แทน

วิธีต่อไปนี้จะช่วยอธิบายและเป็นแนวทางให้เข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ Negative SEO คืออะไรและเราจะมีวิธีป้องกันเมื่อโดนคู่แข่งแกล้งทำ SPAM SEO ใส่เราได้อย่างไร ถ้าคุณเป็นนักการตลาดออนไลน์นี่จะเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน

Negative SEO คืออะไร

Negative SEO หมายถึงการใช้เทคนิคการทำ black hat SEO สายดำแบบสมัยก่อนโดยการเพิ่ม link ไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการที่จะทำให้อันดับตก เพราะในเมื่อไม่สามารถทำอันดับได้สูงกว่าคู่แข่งก็ยังให้คู่แข่งอันดับร่วงซะเลย ซึ่งการทำ negative SEO ใส่คู่แข่งนั้นสามารถทำได้หลายวิธีดังต่อไปนี้

  1. Hack เว็บของคุณ
  2. สร้าง spam link เป็นพันๆ link ใส่เว็บไซต์ของคุณ
  3. Copy เนื้อหาของเว็บไซต์ของคุณแล้วเอาไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ต่างๆ หลายๆ เว็บ
  4. ชี้ link ไปยังเว็บไซต์ของคุณโดยการใส่ keyword เช่น ยาปลุกเซ็ก, เล่นการพนันหรือด้วย keyword ที่ไม่ดีต่างๆ

Negative SEO นั้นทำอันตรายต่อเว็บของเราได้จริงหรือ

จริงและแน่นอน และเว็บไซต์หลายเว็บไซต์ได้โดนคู่แข่งใช้วิธีนี้แกล้งมาแล้ว และ เว็บ www.seo.co.th เองก็ยังโดนเลย แล้วเราจะแก้ไขได้อย่างไรไม่ให้ถูกกระทำได้ฝ่ายเดียว

  1. เมื่อมีคนแกล้งเค้ามักจะทิ้งหลักฐานไว้เสมอ เมื่อมีการ post ก็ย่อมมี IP address ไว้ว่าใครเป็นคนโพสถึงแม้จะใช้ bot post ก็ตาม เมื่อเรามีหลักฐานก็ไปแจ้งความดำเนินคดีได้ตาม พรบ คอมพิวเตอร์ใหม่ มีสิทธิติดคุกกันเลยทีนี้
  2. ใช้ Google Webmaster Tools ให้เป็นประโยชน์ เพราะ Google มี Tool ให้เราใช้ดูได้ว่ามี link มาหาเราจากไหนบ้างที่เพิ่มเข้ามาใหม่ซึ่งถ้ามี link เข้ามาใหม่มากผิดสังเกตุก็เป็นไปได้ที่เราจะโดย negative SEO เข้าให้แล้ว
  3. อัพเดทเว็บไซต์ให้ปลอดภัยจะไวรัสและ Malware อยู่เสมอ
  4. ใช้ Disavow Links Tool ในการ block เป็นการบอก Google ว่า เว็บไซต์เหล่านั้นเราไม่ได้เป็นคนใส่เนื้อหาหรือใส่ link

https://www.seo.co.th/negative-seo.php

adwords Quality Score (คะแนนคุณภาพ)

ก่อนอื่น Quality Score คืออะไร

Quality Score คือคะแนนที่แสดงถึงคุณภาพของโฆษณา ซึ่งปัจจัยที่กำหนดคุณภาพจะถูกวัดจากความเกี่ยวข้องระหว่างโฆษณา (Ads) กับหน้า Landing Page และ Keyword ที่ผู้ลงโฆษณาได้ใช้เพื่อทำการโฆษณา โดย Quality Score จะแสดงเป็นค่าเป็นตัวเลขตั้งแต่ 1-10 (ยิ่งเยอะยิ่งดี) และระบบจะกำหนดคะแนนนี้ให้กับ Keyword ทุกๆตัวที่อยู่ใน Account ของเรา

ถ้า Keyword คำใดมี Quality Score สูงๆแสดงว่า Keyword คำนั้นมีความเกี่ยวข้องกันระหว่าง Ads, Landing page และ Keyword มาก ยิ่งมีความเกี่ยวข้องกันมากก็จะทำให้คะแนนคุณภาพสูงขึ้นตามไปด้วย

Google จะถือว่า Keyword ที่มี Quality Score สูงๆเป็นการทำโฆษณาที่ดี แต่ในทางกลับกันถ้า Keyword คำใดมี Quality Score ต่ำๆ นั่นหมายความมีความเกี่ยวข้องกันน้อยหรือไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย แบบนี้ถือเป็นการทำโฆษณาที่ไม่ดีในสายตาของ Google

 

Quality Score คำนวณจากอะไร

Quality Score นำเอาปัจจัยหลายๆอย่างมาคำนวณ แต่โดยหลักๆแล้วจะประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยดังต่อไปนี้ครับ

  1. ความเกี่ยวข้องระหว่าง Ads กับ Landing Page และ Keyword ถ้าทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมามีความเกี่ยวข้องกันและไปในทางเดียวกัน ก็จะส่งผลให้ Quality Score มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่นผู้ลงโฆษณาได้เลือกซื้อ Keyword คำว่า “คอนโดฝั่งธน” ก็ควรจะเขียนโฆษณาและมีหน้า Landing Page ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคอนโดฝั่งธน
  2. ค่า CTR หรืออัตราการคลิกเทียบกับการแสดงโฆษณา (impression) ถ้า CTR มีค่าเยอะๆนั่นแสดงว่าโฆษณาได้รับความสนใจจากผู้ค้นหา อาจจะเพราะว่าโฆษณานั้นมีความเกี่ยวข้องกับความต้องการหรือมีประโยชน์กับผู้ค้นหา (CTR ส่งผลต่อ Quality Score เยอะมากๆในปัจจุบัน)
  3. Landing page experience หรือแปลเป็นไทยว่าประสบการณ์หน้า Landing page ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายให้ยุ่งยากครับ ถ้า Landing Page ของเรามีประโยชน์ผู้ชมก็จะแชร์ต่อให้กับผู้อื่น รวมถึงใช้เวลาอยู่ใน Landing page นาน อ่านเนื้อหานาน ไม่คลิกออกในทันที (bounce rate ต่ำ) และมีโอกาสที่จะเข้าไปอ่านหน้าอื่นๆในเว็บไซต์ต่อไป (page per session สูง)

จริงๆแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆอีกที่ผมคิดว่า Google น่าจะนำมาใช้เพื่อคำนวณเป็น Quality Score เช่น Location, Language, Personal Behavior แต่โดยหลักๆแล้ว Google จะให้น้ำหนักกับ 3 ข้อด้านบนนี้เป็นอย่างมากๆครับ

แล้ว Quality Score มันมีประโยชน์กับเราอย่างไร

อย่างที่เรารู้กันดีว่าการลงโฆษณาผ่าน Google Adwords เป็นการประมูลเพื่อแย่งตำแหน่งแสดงโฆษณา (Ad Position) ใครที่ประมูลโดยลงเงินเยอะกว่าก็ควรได้รับตำแหน่งโฆษณาที่ดีมีคนเห็นมากๆ นั่นก็ฟังดูมีเหตุผลใช่มั้ยครับ แต่อย่าลืมว่าการทำแบบนี้มันอาจจะไม่แฟร์กับผู้ค้นหา ไม่แฟร์อย่างไรนะหรอ ก็ลองคิดดูสิครับว่าถ้าเกิดผู้ลงโฆษณาที่มีงบประมาณเยอะๆแต่เป็นเจ้าเว็บไซต์ที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เข้ามาทำโฆษณาโดยการอัดเงินเยอะๆ แบบนี้ก็จะเป็นผลเสียต่อผู้ค้นหาเพราะจะได้ผลการค้นหาที่ไม่ตรงกับความต้องการและไม่มีประโยชน์ ทำให้ Google เองต้องคิดหาวิธีที่ทำให้การลงโฆษณานั้นส่งผลดีกับทั้ง 2 ฝ่าย (ผู้ลงโฆษณา และ ผู้ค้นหา)

จึงต้องมี Quality Score ขึ้นมาเพื่อเป็นคะแนนที่บ่งบอกถึงคุณภาพของโฆษณานั้นๆด้วยว่ามีคุณภาพและตรงกับความต้องการของผู้ค้นหามากน้อยแค่ไหน และ Google ก็จะให้ความสำคัญกับคะแนนนี้ด้วยยกตัวอย่างเช่น ถ้าโฆษณาของเรามี Quality Score มากกว่าโฆษณาของคู่แข่งก็อาจจะส่งผลให้โฆษณาของเราแสดงในอันดับที่เหนือกว่าของคู่แข่งได้ แม้จะใช้เงินประมูลน้อยกว่าก็ตาม และยังส่งผลให้ราคาค่าโฆษณาต่อคลิก (Actual CPC) ที่เราจะต้องจ่ายจริงๆน้อยลง

ทำอย่างไรให้ Keyword ได้รับ Quality Score

  1. เขียนข้อความโฆษณาให้ดึงดูดและน่าสนใจมากที่สุด อย่าลืมใส่ Call to action เข้าไปในข้อความโฆษณา เวลาเขียนโฆษณาให้คิดอยู่เสมอว่าอะไรที่จะทำให้ผู้ค้นหาคลิกที่โฆษณาของเราแทนที่จะเป็นของคนอื่น
  2. ข้อความโฆษณา, Landing page และ Keyword ทั้ง 3 อย่างนี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกัน
  3. มี Keyword แทรกอยู่ในหน้า Landing page และข้อความโฆษณา (ถ้าอยู่ใน Headline ได้ยิ่งดี)
  4. ภายใน Ad group ควรมี Ad หลายๆแบบเพื่อให้มัน Rotation เลือกตัวที่มี CTR ดีที่สุด แล้วใช้ตัวนี้เป็นหลัก
  5. ใช้เทคนิค keyword insertion (ช่วยให้ CTR ดีขึ้นพอสมควร)

ดูคะแนน Quality Score ได้จากที่ไหน

สามารถเข้าไปดูได้ใน Report ระดับ Keyword ในกรณีที่เข้าไปแล้วไม่มี Column แบบในรูป ให้ทำการ Custom Column แล้วเพิ่มช่อง Qual.score ลงไปตาราง

1. Quality Score คือคะแนนที่แสดงถึงคุณภาพของโฆษณา ปัจจัยที่กำหนดคุณภาพจะถูกวัดจากความเกี่ยวข้องระหว่างโฆษณา(Ads) กับหน้า Landing Page และ Keyword ที่ผู้ลงโฆษณาได้ใช้เพื่อทำการโฆษณา 📈โดย Quality Score จะแสดงเป็นค่าเป็นตัวเลขตั้งแต่ 1-10 (คะแนนยิ่งสูงยิ่งมีความเกี่ยวข้องกันมาก)

นอกจากนี้หากเรามี Quality Score มากกว่าโฆษณาของคู่แข่งก็อาจจะส่งผลให้โฆษณาของเราแสดงในอันดับที่เหนือกว่าของคู่แข่งได้อีกด้วย แม้จะใช้เงินประมูล(Bid)น้อยกว่าก็ตาม

2. ข้อความโฆษณาที่ดี📰 ควรมี Keyword อยู่ใน Title/Headline และเขียนให้สั้น กระชับ แตกต่าง ควรจะระบุราคา โปรโมชั่นต่างๆที่เป็นตัวเลข หรือข้อดีต่างๆไว้ เพื่อดึงดูดและเพิ่มน่าสนใจ ถ้าเราเขียนข้อความโฆษณาได้ถูกหลักบน Google Adwords เราก็จะได้ Quality Score สูงขึ้น และทำให้ราคาค่าโฆษณาต่อคลิกต่ำลงด้วย

3. A/B Testing เป็นการทดสอบโฆษณา ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อความโฆษณา รูปแบบ องค์ประกอบต่างๆ เพื่อหารูปแบบที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เพื่อนำผลการทดสอบของการทำ A/B Testing มาปรับปรุงข้อความและรูปแบบการโฆษณา ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและใช้งบประมาณที่ได้มานั้นให้คุ้มค่าที่สุด💰

4. กำหนดกลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป อาจทำให้คนที่เข้าเว็บเรามาไม่ได้สนใจที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของเราจริงๆ เพราะลูกค้าเข้ามาแล้วเจอว่าไม่ใช่สินค้าที่เค้าต้องการ จึงทำให้เราเปลืองงบประมาณ ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจว่ากลุ่มลูกค้าของเราเป็นใคร มีปัญหาอะไร และทำไมลูกค้าถึงมาซื้อสินค้าของเรา เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าให้ถูกต้อง ✅✅

5. ตามสถิติแล้ว ในการทำการตลาดออนไลน์ หน้าแรกที่ดีจะสามารถดึงดูดผู้ใช้ที่มาจาก AdWords ให้คลิกเข้ามาชมเว็บของคุณได้มากขึ้น แต่ถ้าเข้ามาแล้วพบว่าหน้าเว็บเราไม่มีอะไรสร้างสรรค์ ไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ก็มีโอกาสสูงที่ลูกค้าของเราจะปิดแล้วไม่กลับเข้ามาอีกเลย ตรงกันข้ามกับเว็บที่หน้าแรกออกแบบมาได้ดี จะมีอัตราการเข้าชมเพิ่มขึ้น 10 ถึง 20%📱

6. การทำการตลาดออนไลน์ที่ดี 💸 ต้องใส่ใจในตัวแคมเปญที่เราลงทุนไปด้วย ว่าตรงใจและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด เพราะแคมเปญตัวเดียวกันก็ใช่ว่าจะได้ผลกับทุกๆ แพลตฟอร์มเสมอไป หรืออาจจะต้องดูเทียบกับ

credit : https://academy.acommerce.asia/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3-google-adwords-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%84/

รวมเว็บ “คลังรูปภาพสวยๆ” แบบฟรี (คัดมาให้แล้ว)

• Pexels (สวย เลิศ เยอะ ฟรี)
– http://pexels.com/ 

• Picjumbo (รูปสวยดี แยกหมวดหมู่ชัดเจน)
– http://picjumbo.com/ 

• BlogPhoto.tv (ต้องลงทะเบียนเป็นสมาชิกก่อน)
– http://blogphoto.tv/ 

• Gratisography (รูปไม่มากแต่ ละเอียดสูง)
– http://gratisography.com/ 

• Pixabay (รูปเยอะมาก มีระบบค้นหา Download ได้หลายขนาด)
– http://pixabay.com/ 

• Compfight (รูปเยอะ มีระบบค้นหา ให้เลือกทั้งแบบใช้ฟรี และใช้ในเชิงพาณิชย์)
– http://compfight.com 

• Freeimages (รูปเยอะ รูปสวย มีฟังก์ชั่นค้นหา)
– http://www.freeimages.com/ 

• MorgueFile (รูปเยอะ รูปสวย มีฟังก์ชั่นค้นหา)
– http://morguefile.com/ 

• Unsplash (มีไม่เยอะ แต่ CC0 แนวธรรมชาติ สวยๆ)
– http://unsplash.com 

• Little Visuals (มีไม่เยอะ แต่ CC0 แนวธรรมชาติ สวยๆ)
– http://littlevisuals.co/ 

• New Old Stock (แนว Vintage โบราณๆ ขาวดำ)
– http://nos.twnsnd.co/ 

• Deviantart (รูปภาพแนวการ์ตูน ภาพวาด Artๆ มีเยอะมาก นักวาดการ์ตูน ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี)
– http://www.deviantart.com/ 

เครดิต http://www.webbastard.net 

ปัจจัยการทำ SEO ในแนวของผม เอาเกร็ดความรู้มาฝาก ผิดถูกชี้แนะด้วยครับ  

การที่เราจะทำ WEB SITE เราให้ได้ติดอันดับ Google ทำ SEO และ Keyeord นั้นๆให้มีประสิทธิภาพ  wanwan016

1.จัดทำเว็บให้เว็บเรามีความน่าเชื่อ ถือ สวยงามและเข้าใจง่าย ควรตั้งชื่อ Website ของเราให้เป็นเอกลักษณ์ หรือ คำพวกนั้นเป็นคำที่คนนิยมพูดถึง มันช่วยได้พอสมควรครับ
2. Speed Page ต้องมีความเสถียรและรวดเร็วพอสมควร เพราะเว็บเรายังไม่ติดหน้าใด ๆ ฉะนั้นสิ่งพวกนี้สำคัญมาก
3.จัดเรียง Keyword = Title,keywords,description ตรงนี้เราอาจจะเสียเวลานิดหน่อย แต่ตั้งคัดสั้น ให้ดีและครอบคลุมและคล้องจองกันทั้ง 3 อย่างนะครับ
4.จำไว้ว่า Header,body,footter สำคัญมากในการวาง คีย์ ตามข้อ 3
5.ทำ On Page ให้มีประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุดที่เราจะทำได้ สิ่งพวกนี้จะช่วยเสริมการทำ Content ของเรา (Content is King)
6.การทำ Content ที่มีประสิทธิภาพ แผง Keyword ตามที่เราจัดเรียงและวางไว้ internal link ตามข้อ 3 ควรทำคอนเท็นที่มีสาระประโยชน์แก่ผู้อ่าน ไม่ใส่ Link มากจนเกิดไป (Text Link,Banner,Image)
7.ทำ Off Page สิ่งนี้ยิ่งสำคัญ เพราะเราต้องการ external link และมี referral จากแหล่งต่างๆที่เชื่อถือได้ Content สำคัญมาก ให้อิงจากข้อ 6 การทำ Content จากภายนอก (Social Media)
8.สิ่งพวกนี้ ทั้ง 7 ข้อจะขาดอันไหนอันนึงไม่ได้ นะครับ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคู่กับ On page and Off Page คงหนีไม่พ้น Traffic ถ้าไม่มี Traffic เข้ามาพอสมควร เว็บเราก็ติด SEO ได้ยาก แม้ติดแต่ไม่มีคนเข้ามาก็ไม่มีค่า พยายายามสร้าง มาตรฐ่านให้เว็บเราตามข้อ 1-7 อย่างสม่ำเสมอก็เพียงพอครับ
9.มีคนมาถามผมปล่อยว่า เราสามารถเขียน คอนเท็นได้ไหม อาทิตย์ละ 1 ครั้ง ได้ครับ **แต่ผมบอกเลยว่า Google มันเปรียบเสือนห้องสมุดขนาดใหญ่ ถ้ามีการอัพเดทอยู่ทุกวัน ถ้ามีการกล่าวถึงเว็บเราอยู่ทุกวัน คอนเท็นมีการอัพเดททุกวัน ฉนั้นแล้ว ก็จะมีคนเข้ามาดูเว็บเราแน่นอน Keyword ก้ต้องไต่เต้ามาแน่นอน
.


10.ทบทวนข้อ 1-9 ให้สม่ำเสมอนะครับ ผิดพลาดประการใดก็ กราบข้ออภัย ใน ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ

credit : http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,404892.0.html

วิธีหา BackLink จาก Ahrefs

1. ทำการสร้าง backlink ตามรอยคู่แข่ง ที่มีอันดับสูงกว่าคุณ

คุณไม่จำเป็นต้องสุ่มเว็บ เพื่อสร้าง backlink ในเมื่อคุณมีตัวอย่างให้ดูจากเว็บที่อันดับสูงกว่าคุณ เพราะฉะนั้นคุณก็สร้าง backlink ตามเว็บคู่แข่งคุณไปเลย

  • Step 1 : ทำการเสริชกูเกิ้ลด้วย Keyword ที่คุณต้องการทำอันดับ แล้วจดอันดับเว็บที่อยู่ในอันดัน 1 ตัวอย่างเช่นทำจะ Key “ ดูหนังออนไลน์” จะได้ผลเสริชในอันดับ 1 คือ

https://www.nungmovies-hd.com/

  • Step 2 : รวบรวม Backlink ที่ชี้กลับมายังเพจเป้าหมาย คุณสามารถใช้เครื่องมืออย่าง Ahrefs Site Explorer (สามารถทดลองใช้ฟรีได้ 2 อาทิตย์) หรือ ใช้เครื่องมือฟรีจาก seoprofiler
  • Step3 : คัดเลือก Backlinks ที่คุณภาพ จากเพจที่น่าเชื่อถือ โดยดูจากค่า Domain Authority(DA)
  • Step 4 : ทำการตรวจสอบเพจเหล่านั้น ดูว่าเราจะได้ Backlink มาได้ยังไงบ้าง
  • Step 5 : ทำตามขั้นตอนข้างต้นซ้ำกับ Keyword ที่อันดับรองๆลงมา คุณก็จะสามารถหา Backlink จากนั้นก็เก็บรายการไว้ใน Spread sheet ของคุณ

2. สร้าง Linkable assetsโดยดูจากคู่แข่งของคุณ

  • Step 1 : หา Page ของคู่แข่งที่มี Backlink เยอะที่สุด โดยคุณสามารถดูได้จาก Site explorer
  • Step 2 : ค้นหาว่าอะไรที่เป็นส่วนที่ดึงดูด link มาสู้เพจนั้นๆ จากนั้นคุณก็ต้องพยายามทำให้มันดีกว่า
  • Step 3 : เมื่อคุณสร้าง Linkable assets แล้ว ก็ทำการโพสไปยังเว็บที่คู่แข่งคุณได้เคยโพสไว้

 

3. เลือกเนื้อหาที่มีโอกาสจะถูกแชร์ต่อได้มาก

  • Step 1 : เลือกหัวข้อที่คุณอยากจะทำในบทควาถัดไป
  • Step 2 : รวบรวม Keyword ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนั้นๆ
  • Step 3 : ค้นหาบทความที่เกี่ยวข้องกับ Keyword โดยเลือกเฉพาะบทความที่มี Backlink เยอะๆ
  • Step 4 : ตรวจสอบเว็บที่ลิงก์ไปบทความนั้นๆ เราก็จะเห็นภาพว่าเพราะอะไร บทความมันถึงเป็นที่นิยม
  • Step 5 : ลงมือเขียนคอนเท้นที่ดีกว่า ในหัวข้อเดียวกัน
  • Step 6 : อย่าเผยแพร่บทควมจนกว่าคุณจะแน่ใจแล้วว่าจะมีคนชอบบทความนั้นจริงๆ

12 เหตุผล ที่ทำไม องค์กรของคุณ ถึงจำเป็นที่จะต้องใช้ตู้ Rack Server

12 เหตุผล ที่ทำไม องค์กรของคุณ ถึงจำเป็นที่จะต้องใช้ตู้ Rack Server

ตู้ Rack อีกหนึ่ง อุปกรณ์ด้าน IT ที่หลายองค์กรมักมองข้าม ไม่ให้ความสำคัญ และไม่ให้ความสนใจ บางองค์กรถึงขั้นตัดงบประมาณในส่วนการจัดซื้อตู้ Rack ไปเลยก็มี เพียงเพราะคิดว่าไม่มีความจำเป็น ซึ่งบางองค์กรสนใจแต่เพียงว่า ระบบเครือข่ายสามารถใช้งานได้ดี หากเกิดปัญหาสามารถแก้ไขให้กลับมาทำงานได้เร็วที่สุด ซึ่งในความเป็นจริง เบื้องหลังของการจัดการระบบที่ดี นั้นตู้ Rack เองก็เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากในการบริหารจัดการระบบเครือข่าย และยังช่วยร่นระยะเวลาในการจัดการแก้ปัญหา และการจัดการระบบให้สั้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังเพื่อป้องกันภัยต่าง ๆ ที่คุณคงไม่อยากให้เกิดขึ้น เช่น หลังคารั่วน้ำหยดใส่เครื่องเซิฟเวอร์จนเสียหาย หรือ เครื่องเซิฟเวอร์ ตกจากโต๊ะ เนื่องจากมีคนเดินสะดุดสาย หรืออีกสารพัดปัญหา ที่คุณคงไม่อยากที่นึกถึง

ซึ่งเราอยากให้ทุกคนที่กำลังสนใจ มีแพลนที่กำลังจะติดตั้งระบบเครือข่าย หรือผู้ที่ทำงานด้านเน็ตเวิร์ค ได้อ่าน ถึง 12 เหตุผล ที่ว่า ทำไมองค์กรของคุณ ถึงควรจะติดตั้ง เครื่อง Server บนตู้ Rack ซึ่งเดี๋ยวเรามาดูถึง ข้อดี และความจำเป็นในการใช้งานกันครับ

  1. ประหยัดพื้นที่ติดตั้ง
    หมดปัญหา การวางอุปกรณ์เครือข่ายกระจายเต็มพื้นห้อง หรือวางโต๊ะนู้นโต๊ะนี้ เพราะหากคุณเปลี่ยนมาติดตั้งเครื่องเซิฟเวอร์บน ตู้ rack แล้วนั้น คุณจะเหลือพื้นที่ห้องไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีกมากมาย เพราะว่า ตู้ Rack สามารถวางซ้อนเครื่องเซิฟเวอร์ได้มากถึง 10-20 ตัว แล้วแต่ขนาดของ ตู้ Rack ซึ่งทำให้คุณประหยัดพื้นที่ในการติดตั้งลงได้มาก

    ประหยัดพื้นที่

    ประหยัดพื้นที่

  2. ย่นระยะเวลาการติดตั้ง และการจัดการ ด้วยการติดตั้งเครื่องเซิฟเวอร์ หรืออุปกรณ์เครือข่าย อย่างเป็นระบบในตู้ rack จะทำให้ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถ ติดตั้ง อุปกรณ์ หรือเซตค่าเครื่องเซิฟเวอร์ต่าง ๆได้ง่าย และเร็วมากยิ่งขึ้น

    สะดวกในการติดตั้ง

    สะดวกในการติดตั้ง

     

  3. ย่นระยะเวลาการ แก้ปัญหา
    หากเครือข่ายเกิดปัญหา ล่ม หรือใช้งานไม่ได้ ผู้ดูแลระบบเครือข่ายสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ และดำเนินการตรวจสอบเครื่องเซิฟเวอร์ได้รวดเร็ว และสามารถระบุปัญหา พร้อมทั้งเข้าแก้ไขให้ระบบกลับมาทำงานได้เร็วมากยิ่งขึ้น

    เวลาแก้ปัญหา server

    เวลาแก้ปัญหา server

  4. สะดวกในการดูแล จัดการ MA
    บอกลาปัญหา ที่จะต้องมานั่งรื้อสายแลน เช็คคู่สาย หาปัญหา ให้ปวดหัวกันอีกต่อไป เพราะว่าหากคุณติดตั้งเครื่องเซิฟเวอร์ บนตู้ rack นั้นจะทำให้คุณย่นระยะเวลาการจัดการดูแลระบบ ได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้คุณมีการทำงานเป็นระบบมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

    admin ดูแล server

    admin ดูแล server

  5. ลดปัญหาแมลงสัตว์กัดสายไฟ
    หมดห่วงเรื่อง มด แมลงสาบ หรือหนูที่ชอบเข้าไปกัดแทะสายไฟ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เครื่องเซิฟเวอร์มีปัญหาได้ แต่ถ้าหากคุณใช้ตู้ rack ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะว่าตู้ rackนั้นมีอุปกรณ์อุดช่องว่างต่าง ๆ ของรูสายไฟ หรือด้านหลังเครื่อง

    หนูกัดสายไฟตู้แร็ค

    หนูกัดสายไฟตู้แร็ค

     

  6. เพื่อป้องกันไม่ให้อะไรเข้ามาภายในตู้ rack ได้ ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ หรือ ฝุ่นหรือสิ่งไม่ผึงประสงค์ทั้งหลาย ทำให้ SERVER ปลอดภัย

    ห้ามเข้าตู้rack

    ห้ามเข้าตู้rack

  7. ลดอุบัติเหตุ และความเสียหาย
    หลายคนอาจจะเคยเจอ เดินสะดุดสายไฟ เครื่องดับ โปรแกรมแฮงค์ ระบบล่ม หรืออุปกรณ์อาจจะเกิดความเสียหาย ไม่สามารถใช้งานต่อได้ก็มี ซึ่งหากคุณใช้งาน ตู้ Rack นั้น จะช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    คอมดับ เสียหาย

    คอมดับ เสียหาย

  8. ลดความสูญเสีย อันเกิดจากภัยธรรมชาติ
    คงไม่ดีแน่ หากเกิดเหตุสุดวิสัย หลังคารั่ว น้ำท่วม จนทำให้เครื่องเซิฟเวอร์จมน้ำ หรือเกิดช็อต อันมาจากสาเหตุข้างต้น ซึ่งจะดีกว่ามั้ยหากเครื่องเซิฟเวอร์ของคุณ ถูกติดตั้งอยู่ในตู้rack ที่มีหลังคา ยกสูงจากพื้น และมีขอบยางกันฝุ่นกันน้ำเข้า ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการช่วยลดความสูญเสีย หรือชะลอความสียหายลงได้

    ภัยธรรมชาติ

    ภัยธรรมชาติ

     

  9. ระบบการเดินสายเป็นระเบียบเรียบร้อย
    หนึ่งในจุดเด่นของการเลือกใช้ตู้ rack คือ เรื่องของการจัดระเบียบสายแลน และสายไฟ ให้เป็นระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ และแก้ไขปัญหา ยิ่งหากองค์กรไหนมีเครื่องเซิฟเวอร์จำนวนมาก และมีการเชื่อมต่อเครื่องข่ายที่ค่อนข้างมาก การใช้ตู้ rack เข้ามาช่วย จะมีประโยชน์มาก

    จัดระเบียบสายไฟ

    จัดระเบียบสายไฟ

  10. ทำให้สามารถส่งต่อ มอบหมายงานได้ง่ายและเร็วมากยิ่งขึ้น
    หากทุกอย่างถูกวางไว้อย่างเป็นระบบ ก็จะง่ายต่อการสอนงาน มอบหมายงาน ลดภาระและความเสี่ยงขององค์กร ที่จะขาดผู้ดูแลระบบอย่างกะทันหัน

    มอบหมายงาน ตู้ rack

    มอบหมายงาน ตู้ rack

     

  11. ลดมลภาวะเสียง จากพัดลมเครื่อง Server
    หากใครอยู่ใกล้เครื่องเซิฟเวอร์จะได้ยินเสียงพัดลมที่ดัง และแสงไฟกระพริบกวนใจตลอดเวลา เนื่องจากเครื่องเซิฟเวอร์มีการทำงานตลอดเวลา ซึ่งการใช้ตู้ rack จะช่วยในเรื่องของการลดมลภาวะเสียงลงได้ อีกทั้งมลภาวะของเสียงนั้นยังมีปัจจัยในการเลือกพัดลมติดตั้งเครื่องเซิฟเวอร์ประกอบด้วย

    server เสียงดัง

    server เสียงดัง

  12. ระบายความร้อนดีขึ้นหลายเท่า
    เพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายความร้อนให้กับเครื่องเซิฟเวอร์ ให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการติดตั้งพัดลมดูดความร้อย และระบายความร้อนของตู้ rack เพื่อเป่าตรงไปยังเครื่องเซิฟเวอร์ หรืออุปกรณ์ภายในตู้ rack โดยตรงได้

    ระบายความร้อน server

    ระบายความร้อน server

  1. ช่วยลดปัญหาฝุ่น
    อีกหนึ่งจุดเด่นของ ตู้ rack เลยคือ สามารถติดตั้งแผ่นกรองฝุ่น เพื่อป้องกันไม่ฝุ่น เข้ามาในตัวอุปกรณ์ได้ ทำให้ลดปัญหา และยืดระยะเวลาการ MA ให้ยาวนานมากยิ่งขึ้น

    ฝุ่นเข้า server

    ฝุ่นเข้า server

หเป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับ 12 เหตุผล ที่ทำไม องค์กรของคุณ ถึงจำเป็นที่จะต้องใช้ตู้ Rack Server ซึ่งต้องบอกเลยว่า ตู้ rack นั้นมีความสำคัญไม่แพ้กับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางอย่างเลยทีเดียว ฉะนั้น เราจึงอยากให้ผู้ดูแล หรือผู้ที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญ กับตู้ rack ด้วย

สามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้ แต่รบกวนทำเครดิตกับด้วยนะครับ

สนใจสั่งซื้อตู้ RACK ติดต่อ 02-108-6808 093-265-1555

ADD LINE ID :@RACKTHAI หรือกด HTTP://LINE.ME/TI/P/%40RACKTHAI ขอบคุณค่ะ

Backlink สำคัญขนาดไหน

เว็บไซต์ประกอบไปด้วย โครงสร้าง

S : structure โครงสร้างของเว็บไซต์ที่จะต้องเป็น Search engine friendly
C : content เนื้อหาของเว็บไซต์ที่จะต้องมีความเป็นต้นฉบับและมีประโยชน์กับผู้อ่าน
B: backlink การมีลิงค์จากเว็บภายนอกลิงค์เข้ามาที่เว็บไซต์ของเรา

ส่วนสำคัญที่สุดและเป็นพื้นฐานสำคัญคือ  การสร้าง Content รูปแบบ หรือเนื้อหาในเว็บไซต์เรา เพราะสุดท้ายแล้วถ้าทุกอย่างดีหมด ไม่ว่าจะมี backlink กลับมาหาเราจำนวนมาก หรือมีโครงสร้างเว็บไซต์ที่เป็น SEO friendly แล้ว แต่หากเนื้อหาเป็นเนื้อหาที่ไม่ดีเกิดจากทำ spin หรือทำ spam keyword  หรือไปก๊อปปี้ เนื้อหา หรือ ข้อคยวามใครมาไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเรื่องที่สำคัญและส่วนตัวผมเองโฟกัสมาตลอดคือต้องทำ

seo google
seo google

content ให้ดีที่สุดก่อนเป็นอย่างแรก เมื่อ Content และ Structure ของเว็บไซต์ดีแล้ว ส่วนสุดท้ายของการทำ SEO ก็คือ การสร้าง Backlink ซึ่งกำลังจะกล่าวถึงในบทความนี้

ถึงแม้ content จะสำคัญแค่ไหน แต่ BackLink ก็สำคัญเช่นกันเพราะเป็นการบ่งบอกถึงความน่าเชื่อถือ หรือ popular ของเว็บไซต์ และแสดงว่าเว็บมีเนื้อหาที่น่าสนใจ เว็บก็ต้องใช้ ตู้ RACK ทีดี network ทีดี Colocation ทีดี ทำให้สามารถ เข้าเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย ถ้า network เสถียร์ และไม่มีการ down

Colocation กับ การทำ seo มีผลต่างกันอย่างไร

การที่เราจะทำ SEO แน่นอนการ BACK LINK มีส่วนสำคัญมาก การที่เราวาง COLOCATION ในประเทศไทยหรือ ต่างประเทศ ก็มีผลต่อการทำ SEO อย่างมาก อย่างท่านต้องการลูกค้าที่อยู่ในประเทศไทย เราแนะนำให้ใช้ COLOCATION ในประเทศไทยจะดีกว่า เพราะ ip address ในประเทศไทย จะทำให้ทาง GOOGLE เข้าใจว่าท่านต้องการลูกค้าในประเทศ แต่ถ้าท่านทำตลาดการขาย SEO แบบ online ก็สามารถใช้ COLOCATION ต่างประเทศได้เช่นกัน

 

Tesla เปิดไลน์ใหม่ Powerbank สำหรับสมาร์ทโฟน

Tesla Powerbank

มาแล้วผลิตภัณฑ์ใหม่จาก Tesla ที่ทุกคนซื้อหามาใช้ได้สบายกระเป๋า นั่นก็คือ powerbank สำหรับใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์พกพาอื่นๆ ตัวเครื่องมีขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาง่าย ในดีไซน์ที่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเทสลานั้นจะคุ้นตากันดี เพราะเค้าย่อขนาด Superchargers หรือสเตชั่นสำหรับชาร์จไฟรถ

จุดเด่นก็คือวงจรภายในที่มีประสิทธิภาพสูง จ่ายไฟสูงสุด 1.5A/5V มาพร้อมความจุ 3,350 mAh ซึ่งกถือว่าให้มาน้อยไปหน่อยเพราะพอชาร์ตแค่มือถือแค่รอบนิดๆ มันมาพร้อมหัวชาร์จแบบซ่อนเก็บได้ มีทั้งหัว Lightning และ microUSB จึงใช้งานได้ทั้งไอโฟนและแอนดรอยด์โดยไม่ต้องพกสายเพิ่ม

สำหรับคนที่สนใจสามารถสั่งซื้อได้จากเว็บของ Tesla ในสนนราคาชิ้นลั 45 ดอลล่าร์หรือประมาณ 1,500 บาท ซึ่งตอนนี้หมดสต็อกอยู่ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะมีของมาเติมเมื่อไหร่ นอกจากทำรถไฟฟ้า ให้รถเช่า แล้วยังมีขาย power bank อีก หลากหลายมากจริงๆเลยครับ

สินค้าทีใช้สำหรับ server กล้องวงจรปิด

สำหรับสินค้า หรือ ตู้เก็บของ ทีไว้สำหรับเก็บพวก กล้องวงจรปิด หรือว่า switch หรือว่า rounter

ถ้าไม่มี ตู้ RACK  

อาจทำให้ต้องวางบนพื้น หรือไม่มี เสาสำหรับยึดอุปกรณ์ประเทภ u ซึ่งการเลือก ตู้ RACK ทีดี คุณต้องมี เอกสารรับรอง ทีดีในการวัดขนาด wall rack close rack หรือ rack ประเภท ในถึงเหมาะกับารใช้งานของบริษัทของคุณ ซึ่ง ตู้ rack แต่ละประเภท ก็จะมีการต้องการที่ไม่เหมือนกัน

ทำให้การเลือกตู้แร็ค ทีดีต้องให้ผู้เชี่ยวชาญในการปรึิกษา ลองดูที่ line id : @RACKTHAI ให้บริการทีดี ในราคาสุดประหยัด กับ คุณภาพตู้ rack แบบส่งออก มั่นใจในการใช้ได้อย่างแน่นอน